Tinkerbell Glitter

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

เชิญพบกับความอลังการ!! ภายในเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แอร์บัส A380

   แค่เครื่องบินธรรมดาๆยังไม่เคยได้สัมผัส แต่ก็เคยได้เห็นมานะเทอ แต่พอมาเห็นเครื่องบินลำนี้แล้วพะ พะ พูดไม่ออกเลยอ่ะ(คือติดอ่างงง) T^T จะหรูไปใหน จะสบายไปใหน น่าลองมาก จะมีโอกาศได้สัมผัสหรือเปล่านะ ไปชมกันดีกว่าค่ะ^^


   เครื่องบิน A380  (แอร์บัส A380) เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ สายการบินต่างๆเริ่มทยอยซื้อมาให้บริการ แน่นอนว่าใหญ่ที่สุดในโลกขนาดนี้ ก็ต้องมีห้องโดยสารสองชั้น สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 500-800 คนเลยทีเดียว สายการบินแรกที่ได้รับส่งมอบจากบริษัทคือ สิงคโปร์แอร์ไลน์ โดยได้รับเมื่อปลายปี 2550 ตามมาด้วยเอมิเรตส์ แควนตัส นอกจากนั้นยังมีโคเรียนแอร์ มาเลเซียแอร์ไลน์ เอทิฮัด บริติชแอร์เวย์ กาตาร์แอร์เวย์ แอร์ฟรานซ์ และอีกหลายสายการบินที่ทยอยสั่งซื้อมาบิน


   สำหรับสายการบินไทย A380 ลำแรก  บินถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555 โดยเป็นเที่ยวบินพิเศษ TG 8936 บินตรงจากเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ปัจจุบันสายการบินไทยมีให้บริการด้วย A380 ด้วยกัน 4 เส้นทาง
กรุงเทพ - โตเกียว (นาริตะ) - กรุงเทพ เที่ยวบินที่ TG676/677
กรุงเทพ - ฮ่องกง - กรุงเทพ เที่ยวบินที่ TG600/601
กรุงเทพ - ปารีส - กรุงเทพ เที่ยวบินที่ TG930/931
กรุงเทพ - แฟรงก์เฟิร์ต(เยอรมัน)- กรุงเทพ เที่ยวบินที่ TG920/921

(ข้อมูลกลางปี 2556)

ชั้นอีโคโนมี่(ประหยัด)



ชั้นบิสซิเนสคลาส(ชั้นธุรกิจ)ของเอมิเรตส์



ชั้นบิสซิเนสคลาสของ บริติชแอร์เวย์ ออกแนวเท่ๆ ผู้ดี สไตล์อังกฤษจริงๆ






First Class สุดหรูและสุดแพงบ้าง ของเอมิเรตส์











วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

การเดินทางไปโรงเรียนที่อันตรายที่สุดในโลก

   ถ้าเพื่อนๆ คิดว่า การที่เราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียนหนังสือ เข้าเรียนให้ทัน ไหนจะต้องนั่งรถเมล์เอง คุณพ่อคุณแม่ขับรถไปส่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ นั้นเป็นเรื่องลำบากหล่ะก็ ลองมาดู การเดินทางไปโรงเรียนที่อันตรายที่สุดในโลก นี้กันหน่อย แล้วเพื่อนๆ จะเห็นได้ว่าชีวิตเราสบายแค่ไหน ถ้ายังจะขี้เกียจอยู่เหมือนเดิม ลองไปอยู่โรงเรียนในที่นี้กันหน่อยก็น่าจะดีนะ ..

 1. โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน Gulu ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศจีน โรงเรียนประถม BANGO มีจำนวนเด็กนักเรียน 49 คน มาจากหลายๆ หมู่บ้าน เด็กนักเรียนต้องเดินทางผ่านเส้นทางภูเขา หน้าผาสูงชัน นานกว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งขนาดของความกว้างของถนนเพียง 1 ฟุตเท่านั้นเอง ต้องเดินทางเป็นทางขึ้น-ลงภูเขา หน้าผาสูงชัน และเต็มไปด้วยหินแทบทั้งนั้น ต้องเดินลัดเลาะตามเทือกเขาที่คดเคี้ยว และทางแคบๆ ซึ่งนับว่าอันตรายที่สุด! โรงเรียนแห่งนี้ยังถูกยกให้เป็น “The Most Remote School In The World” (โรงเรียนที่ไกลที่สุดของโลก) อีกด้วยคะ


   2.ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เด็กนักเรียนในหมู่บ้าน Zhang Jiawan นี้ต้องเดินทางโดยการปีนป่ายบันไดไม้ ไปโรงเรียนที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาที่ 2,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยที่ไม่มีหลักประกันรองรับอุบัติเหตุใดๆ ทั้งสิ้น เด็กนักเรียนจะอยู่ที่โรงเรียนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และจะกลับบ้านในทุกวันหยุดของสัปดาห์ ต่อมาบันไดไม้ก็ถูกรับปรุงเป็นบันไดเหล็กซึ่งมีความแข็งแรงกว่า ทำให้มีความปลอดภัยขึ้นมาอีกขึ้นหนึ่ง


   3.ประเทศอินเดีย เด็กต้องเดินทางเพื่อจะไปโรงเรียนประจำ โดยใช้เส้นทางผ่านเทือกเขาหิมาลัย

 

   4.Lebak ในประเทศอินโดนีเซีย เด็กนักเรียนต้องเดินทางข้ามแม่น้ำ โดยข้ามสะพานแขวนที่ชำรุดเสียหาย อันตรายเกิ๊น >,< แต่หลังจากที่ข่าวออกมา ทางการของอินโดนีเซียก็ได้ทำการสร้างสะพานที่ทำจากเหล็กแบบแข็งแรงขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เด็กนักเรียนในหมู่บ้านนี้เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย


    5. ประเทศโคลัมเบีย เด็กนักเรียนในหมู่บ้านห่างไกล ต้องเหาะเหินบนสายเคเบิ้ลผ่านหุบเขา ยาวกว่า 800 เมตร ที่อยู่เหนือแม่น้ำ Rio Negro เพื่อข้ามฝั่งไปยังโรงเรียน


    6. Riau ในประเทศอินเดีย เด็กนักเรียนต้องพายเรือแคนูผ่านแม่น้ำสายหลักไปยังโรงเรียนของพวกเขา


     7. ประเทศอินเดีย เด็กนักเรียนเดินทางผ่านหุบเขา ข้ามรากต้นไม้ใหญ่ ไปโรงเรียน RCLP ในหมู่บ้าน Nongsohphan ซึ่งเกิดจากการที่คนในหมู่บ้านนั้นปลูก เพาะบ่ม เสริมสร้างรากต้นไม้ เมื่อวลาผ่านไปรากต้นไม้ก็งอกงามกลายมาเป็น “สะพานแห่งชีวิต”


    8.โรงเรียน  Dujiangyan มณฑลเสฉวน ในประเทศจีน เด็กนักเรียนต้องเดินทางข้ามสะพานไม้ที่อยู่ในสภาพหัก-ชำรุดมาก ที่เกิดจากภัยภิบัติธรรมชาติ พร้อมบรรยากาศที่เหน็บหนาวจากหิมะตก เพื่อเดินทางไปยังโรงเรียน


    9.นักเรียนจำนวน 80 คน ต้องเดินทางระยะไกลแถมยากลำบากกว่า 125 ไมล์ (กว่า 40 กม.) ผ่านเทือกเขาของนักเรียนเพื่อเดินทางไปโรงเรียนประจำ (กินนอน) ในมณฑล Pili ประเทศจีน อีกทั้งยังต้องข้ามผ่านแม่น้ำถึง 4 สาย ซึ่งระยะการเดินทางของเด็กๆ โรงเรียนนี้รวมแล้วใช้เวลาถึง 2 วัน!!


     10.ในเกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย ในทุกๆ วัน เด็กนักเรียนกว่า 20 คนต้องเดินทางไปโรงเรียนใน Pinto Gabang โดยการไต่เชือก (ที่จริงแล้วเป็นสะพานข้ามแต่ชำรุดอย่างหนักจากการที่ฝนตกอย่างหนัก) สูงกว่า 30 ฟุต (9.1เมตร) ข้ามแม่น้ำปาดัง หลังจากข้ามแม่น้ำแล้วก็ต้องเดินทางไกลอีก 11 ไมล์ผ่านป่ากว่าจะไปถึงโรงเรียน ..


    11.โรงเรียนประถมในจังหวัด Rizal ทางตะวันออกของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เด็กนักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียนโดยการใช้ห่วงยางอันใหญ่นั่งข้ามฝั่งไปยังโรงเรียน (อันตรายไปไหมเนี่ยหนูๆ >,<) ซึ่งตอนนี้ได้ร้องเรียนรัฐบาลท้องถิ่นให้ทำขึ้นสะพานแขวนขึ้น เพื่อที่จะทำให้เด็กๆ เดินทางข้ามแม่น้ำไปเรียนได้เร็วขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นกว่านี้


    12.โรงเรียน Macheng ในมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 5000 คน แต่อุปกรณ์โต๊ะเรียนนั้นมีแค่ 3000 ตัวเท่านั้น ไม่เพียงพอแก่เด็กนักเรียน ทำให้เด็กนักเรียนที่เหลือกว่า 2000 คนนั้นต้องแบกโต๊ะเรียนของพวกเขา ซึ่งอาจจะเป็นของตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่นั้นแบกไปโรงเรียนเองในวันเปิดเทอมเรียนวันแรก


     13.ในเขตปกครองตนเอง มณฑล  Guangxi Zhuang ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เด็กนักเรียนที่อาศัยอยู่ในแทบภูเขาต้องเดินทางระยะไกลมากๆ เพื่อจะมายังโรงเรียนที่อยู่ในหมู่บ้านซึ่งอยู่ห่างไกลบ้านของพวกเขา เด็กๆ ส่วนใหญ่จะประจำอยู่ที่โรงเรียนเป็นปีๆ และจะได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอม ภาคฤดูร้อน หรือวันหยุดต่างๆ


     14.เพื่อให้ได้ไปโรงเรียนทุกวัน เด็กๆ ในหมู่บ้านบนภูเขา ในประเทศจีนต้องเดินทางหลายร้อยเมตรผ่านหุบเขาที่ลึกชัน โดยใช้รถเคเบิ้ลที่ทำกันขึ้นมาเองในหมู่บ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องการเดินทางโดยการเดินเท้าและใช้เวลา 5 ชั่วโมง


     15.เด็กนักเรียนชาวเวียดนาม ต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำที่มีความกว้าง  15 เมตร มีความลึกกว่า 20 เมตร ถึงวันละ 2 ครั้ง โดยเด็กๆ แก้ผ้าเปลือยเปล่าว่ายข้ามแม่น้ำ นำชุดนักเรียน หนังสือ กระเป๋าใส่ไว้ในถุงพลาสติกกันเปียกน้ำ


   การศึกษาไม่ว่าจะประเทศไหนๆ ล้วนก็ให้ความสำคัญเหมือนกันทั้งนั้น แค่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนจะมีการพัฒนาในเรื่องนี้มากน้อย หรือรวดเร็วมากกว่ากัน อย่างที่เราๆ เคยเห็นกันในประเทศที่ความเจริญเข้าถึง การศึกษานั้นก็มาเต็มรูปแบบทั้งสื่อการเรียนการสอน การบูรณาการการเรียน เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์มีครบครัน รวมถึงที่ตั้งของโรงเรียนก็มักจะเป็นที่กลางใจเมือง หรือมีการเดินทางที่สะดวกสบาย แต่ในบางประเทศ บางพื้นที่ที่ความเจริญเข้าไม่ถึง อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอุปกรณ์การเรียน หรือสื่อการสอนเลย แค่การเดินทางก็ลำบากสุดๆ แล้วเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เด็กๆ และครอบครัวเห็นเรื่องการศึกษาเป็นเรืองสำคัญ ถึงลำบากแค่ไหนก็ยอม ..


ขอบคุณข้อมูล boredpanda


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

แปลกแต่จริง!! รถไฟหายเข้าไปในอุโมงค์อย่างลึกลับถึง ๔๒ ปี... จู่ๆโผล่ออกมาทุกคนอายุเท่าเดิม!!!

   หัวข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องนึงที่น่าสนใจมากๆเลยล่ะค่ะ เล่นเอาตกใจเหมือนกันนะคะ พอดีไปอ่านเจอแล้วอยากจะเล่าสู่กันฟัง มันน่าทึ่งมาก และส่วนตัวก้ชอบเรื่องพวกนี้อยู่ด้วย อิอิ



...เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบ ที่ขบวนรถด่วน

ขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปี

พ.ศ.๒๔๙๒ แล้วจู่ๆโผล่ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่าง เมื่อต้นปีนี้คือ พ.ศ.๒๕๓๕...


...ที่ประหลาดยิ่งขึ้น ผู้โดยสารจำนวน ๑๒๐ คน และพนักงานประจำรถ ๓ คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้า
ไปในอุโมงค์ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่า...
ทุกวันนี้ยังเป็น พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่...


...รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบที่จะพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลข เอฟ ๖๒๖ และยังไม่ยอมพูดถึงว่า...
เอาขบวนรถนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคนเว้นแต่มี ๒ คน...
ที่เป็นชาวต่างประเทศหลบหนีการสอบสวนไป ส่วนพนักงานประจำรถ ๓ คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ใน...
สถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน...


...ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ หายลึกลับไป ๔๒ ปี และโผล่กลับมาอีกนั้น แม้ว่าทาง
การ พยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถที่จะติดตามมาเสนอได้ พยานทีได้
รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผย ตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน ๑๓ โบกี้ หายเข้าไปในอุโมงค์...
รถไฟที่มีความยาว ๑ ใน ๔ ไมล์อย่างลึกลับไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำการค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจและ นักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้ว แต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่ามันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่ เมื่อค้นหากันไม่พบทำให้หลายคนเชื่อว่า...มนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมโขมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของ นสพ.อุโมงค์ได้เปิดอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อปี ๒๔๙๓ ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลก...
ประหลาดลี้ลับนั้นเกิดขึ้นอีกเลย...

...แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ก็มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ แต่ก็พบว่า
มีแต่ความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่า รถขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอัน
ไกลพ้น...

เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เรืออินเซอร่า ซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐ
จู่ๆก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟียในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่แล้วจู่ๆก็ไปปรากฏตัวที่
ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้...

...เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสืออิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้นออกมา ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ที่ขายดีมาก
สามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้...

"ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์นั้น ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไปหมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งหนึ่งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลา คงจะห่างกันไม่ถึงนาทีดี แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบล้อคน่าถึงได้ทราบว่า ได้ห่างกันถึง ๔๒ ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้ "

...ผู้โดยสารอื่นๆก็ให้การคล้ายคลึงกันว่า มีหมอกลงจัดเมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...
...ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ ๖๒๖ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ๒ คน ที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์
เป็นชาวเยอรมันกับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไป...
หลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน...

...โรเนอร์ได้เล่าว่า ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ ๓๐ ปี
มีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ " เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ ๕๒ ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า
๗๐ ปีแล้ว กำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง ๓๐ ปี เท่านั้น เท่ากับเมื่อปี ๒๔๙๒ ...

...เรื่องราวเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อน น่าอัศจรรย์ใจ ต่อผู้ที่ได้รับฟัง
เป็นอย่างยิ่ง...
...และเรื่องนี้นับว่าเป็นปริศนาอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ชวนติดตาม สืบเสาะ ค้นหาที่มาความเป็นมา
เป็นไป...

ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/09/train-mysteriously-disappeared-into.html#ixzz2i9Xk6pV2

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

วัฒนธรรมการต่อคิวในเกมส์ออนไลน์ มีให้เห็นได้ใน "ประเทศญี่ปุ่น" เท่านั้น

   ระเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีเระเบียบวินัยมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ทุกคนต่างเคารพสิทธิ์ของกันเลยกัน จึงไม่แปลกเลยที่บ้านเมืองของเขาจะเจริญขึ้นเรื่อยๆ “การต่อแถว”ก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของญี่ปุ่น ที่มันแพร่กระจายไปทุกที่ แม้แต่ “เกมส์ออนไลน์



   ในเกมส์ ผู้คนส่วนมากต่างชอบไปรุมกันอยู่ที่หน้าตัว NPC (ตัวละครในเกม) เพื่อซื้อไอเทมหรือรับภารกิจ บางครั้งอาจทำให้คนมาทีหลังเดินเข้าไปไม่ถึงตัว NPC นั้นๆ แต่ที่ญี่ปุ่น เขาก็ได้มีการเข้าแถวในเกมส์เกิดขึ้น ถือเป็นภาพที่น่ารักจริงๆ

   การแซงคิวแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ผู้เล่นแซงคิวส่วนมากจะเป็นผู้เล่นจากต่างประเทศ ที่ไม่รู้วัฒนธรรมในญี่ปุ่น 

การต่อแถวจากเกมส์ Ragnarok Online


ถือเป็นเกมส์ออนไลน์ในยุคบุกเบิกเลย แต่คนญี่ปุ่นก็ยังเคารพซึ่งกันและกัน



การต่อแถวจากเกมส์ Final Fantasy XI




การต่อแถวจากเกมส์ Final Fantasy XIV







เกมส์ TERA


เกมส์ Puppet Guardian


เกมส์ Emil Chronicle Online (ECO)


เกมส์ MapleStory


   
   คงเพราะมันมีบังคับใช้ในกฎหมายประเทศเขามั้ง เลยติดจนเป็นนิสัย แม้แต่เล่นเกมก็ยังทำกันอยู่ การ " แซงคิว " ถือว่ามีความผิดมีโทษเท่ากับการถ่มน้ำลายในสวนสาธารณะคือ จำคุกสูงสุด 30 วัน หรือปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 เยน  และอาจโดนบันทึกไว้ในประวัติอาชญากรรมข้อหาแซงคิว ลองเป็นเกมเซิฟไทยสิ แย่งกันกดnpcบ้างจนบังnpcหมด แย่งเก็บของบ้าง แย่งตีมอนบ้างว่าแล้วก็อยากให้ในประเทศไทยมีแบบนี้บ้างจัง

ที่มา: http://www.catdumb.com/queue-online-games-in-japan/